วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

เอนไซม์ชลอกระบวนการแก่ชรา

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯค้นพบเอนไซม์ที่ชลอกระบวนการแก่ชรา
นักวิทยาศาสตร์จาก Harvard Medical School ของสหรัฐฯ ค้นพบสารตัวเร่งปฏิกริยาหรือเอนไซม์ที่ชลอกระบวนการแก่ชรา (Anti Aging Enzyme) เป็นครั้งแรกในเซลสิ่งมีชีวิต ความก้าวหน้าดังกล่าวจะช่วยเร่งหรือกระตุ้นให้มีการพัฒนายาต่างๆเพื่อยืดอายุมนุษย์ ตลอดจนป้องกันโรคต่างๆที่เกิดจากความชรา ทั้งนี้สารที่ค้นพบใหม่เพิ่มอายุ (Life Spans) ของยีนส์และเซลมนุษย์ในห้องปฏิบัติการ และยังยืดอายุของแมลงวันและหนอนอันเป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งเมื่อพิจารณาในระดับชีวโมเลกุลจะมีการเปลี่ยนแปลงของอายุรวดเร็วเช่นเดียวกันกับมนุษย์
ถึงแม้จะเป็นการด่วนสรุปว่าการค้นพบครั้งนี้จะเป็นก้าวกระโดดจากห้องปฏิบัติการไปสู่คลีนิครักษาโรคชรา แต่สารประกอบที่นักวิจัยทดสอบแล้วว่าช่วยการทำงานของเอนไซม์ที่ต่อต้านโรคชราได้มากที่สุด ได้แก่ สาร Resveratrol ซึ่งเป็นสารอยู่ในไวน์แดงและช่วยลดความเสี่ยงต่อการโรคหัวใจ แต่ที่สำคัญได้แก่การค้นพบว่าเอนไซม์ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกริยาในเซลที่เรียกว่า Sirtuins จะเป็นตัวควบคุมความชราในสิ่งมีชีวิตทั้งหลายโดยจะช่วยให้เซลคงดำรงชีพอยู่ได้จากการถูกทำลายและช่วยชลอการตายของเซล ดังนั้นคาดว่านักวิจัยต่างๆจะหันไปค้นหาสาร Sirtuins ชนิดที่เป็นตัวกระตุ้นเซลที่มีประสิทธิภาพที่สุดหรือแม้กระทั่งสังเคราะห์สารนี้ขึ้นเองเพื่อนำไปทดสอบความสามารถในการยืดอายุเซลแมลงหรือหนอนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู ลิง และมนุษย์
อย่างไรก็ตามนักวิจัยบางกลุ่มเตือนให้ระมัดระวังเนื่องจากความแก่ชราเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจ และไม่น่าที่จะเป็นไปได้ที่ยาเพียงชนิดเดียวจะมีผลช่วยชลอความแก่ชราได้
การค้นพบดังกล่าวเป็นผลมาจากการวิจัยกว่า 3 ปี ทั้งนี้ตอนแรกนักวิทยาศาสตร์คิดว่าสาร Sirtuins จะทำหน้าที่ในการดึงโมเลกุลที่เป็นกุญแจสำคัญออกจากโปรตีนที่ล้อมรอบดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลปิดและเปิดยีนส์ของตัวมัน แต่เมื่อเร็วๆนี้นักวิจัยเรียนรู้ว่าสารดังกล่าวมีส่วนในกระบวนการของระบบ Feed back ซึ่งเสริมให้เซลคงชีพอยู่ได้ในระหว่างเกิดเหตุฉุกเฉินโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการขาดอาหาร

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักวิจัยว่าระยะยาวของชีวิต (Life Span) นั้นสามารถยืดได้ถึง 50 เปอร์เซนต์หรือมากกว่านั้นในสัตว์หลายชนิด เช่น แมลงวัน หนอน และหนู หากเลี้ยงสัตว์ดังกล่าวด้วยอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการที่ให้แคลลอรี่ต่ำกว่าปกติ 30 เปอร์เซนต์ แต่พบว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลหากเราดัดแปลงยีนส์ของสัตว์ดังกล่าวทำให้ไม่สามารถผลิตเอนไซม์ Sirtuins ได้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของสารนี้ในกระบวนการแก่ชรา
ในมนุษย์เองนักวิทยาศาสตร์พบว่าสารนี้จะไปหยุดวงจรของเซลตามปกติ (Cellular Cycle) ซึ่งเซลจะจบชีวิตลงโดยฆ่าตัวมันเอง แต่สารนี้จะไปช่วยเซลกลับเป็นหนุ่มขึ้นอีกครั้งโดยสนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมดีเอ็นเอ และกระตุ้นให้มีการผลิตสารป้องกันพวกแอนตี้ออกซิแดนท์
ปัจจุบันบริษัทผลิตยา เช่น BIOMOL, Sinclair และ Elixir Pharmaceuticals กำลังลงทุนที่จะหาสารเคมีที่จะไปกระตุ้นการทำงานของสาร Sirtuins โดยมีจุดมุ่งหมายผลิตในรูปยา เช่น Resveratrol หรืออาหารเสริมเป็นการพาณิชย์ต่อไป
(ที่มา: The Washington Post, August 5, 2003)

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551

เอนไซม์กับโรคเอดส์


มีผู้ติดเชื้อ เอช ไอ วี (HIV) ซึ่งเป็นไวรัสของโรคประมาณ 33 ล้านคนทั่วโลก Dr.John Kaiser ซึ่งมีชื่อเสียงได้รักษาผู้ติดเชื้อ ได้รายงานต่อที่ประชุมใหญ่ว่า
ผลการรักษาผู้ป่วยเอดส์โดยใช้ยา ซึ่งมีเอนไซม์โปรตีเอสนี้ ได้พิสูจน์ว่ามีผลดีในการกำจัดเชื้อไวรัสเอดส์ และทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยฟื้นตัวขึ้น
ยานี้ชื่อ “ABT- 538” สามารถที่จะหยุดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้ถึงร้อยละ 99 ทีเดียว ได้ผลดีมากกว่ายา (AZT) ซึ่งเป็นยารักษาเอดส์ในปัจจุบัน (พ.ศ.2546) ที่ถือว่าดีที่สุดถึง 10 เท่า โดยดูจากการหยุดการแบ่งตัวของไวรัสเป็นตัววัด (จาก American Medical Association Report 1998)
อธิบายตามหลักทฤษฎีว่า เอนไซม์โปรตีเอสบางชนิดจะย่อยโปรตีนที่ห่อเชื้อไวรัส HIV ทำให้เชื้อไวรัส HIV ไม่มีที่หลบซ่อนจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากเอนไซม์โปรตีเอสชนิดหนึ่ง (เป็นกลุ่มย่อย Sub-group) ก็จะย่อยตรงกับกรดอะมิโนชนิดหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น ถ้าเราใช้เอนไซม์ให้ตรงกับกรดอะมิโนที่หุ้มตัวไวรัส (Protein Film) ได้ ก็จะทำให้เปลือกหุ้มไวรัสถูกย่อยจนขาดออก ไม่สามารถเป็นกำแพงกั้นเชื้อ เอช ไอ วี จากภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อีกต่อไป

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

การขาดเอนไซม์มีผลเสียต่อสุขภาพ


การขาดเอนไซม์ไลเปสมีผลเสียต่อสุขภาพ
การขาดเอนไซม์ไลเปส คือไขมันชนิดโคเลสเตอรอลสูงในเลือด (High Cholesterol) ไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด (High Triglyceride) ทำให้ลดน้ำหนักตัวยาก มักเป็นโรคเบาหวานชนิดผู้ใหญ่ (Diabetes Mellitus –Adult Type) และมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหัวใจ (Heart Disease)
การขาดเอนไซม์ไลเปสย่อยอาหาร ร่างกายจึงขาดกรดไขมัน (Fatty Acid) ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ การดูดซึมของสารอาหารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ยาก สารพิษ (Toxins) ที่อยู่ในเซลล์ ก็ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกมายาก ก่อให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์


ผู้ที่มักอ่อนเพลียเรื้อรังพบว่ามีเอนไซม์ไลเปสต่ำในเลือด
การขาดเอนไซม์ไลเปสทำให้สารอาหารที่สำคัญทุกชนิดผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrance) เข้าเซลล์ยากและของเสียจากในเซลล์ก็ออกไม่ได้ คนป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)
มีผู้รายงานว่า การใช้เอนไซม์ไลเปสร่วมกับเอนไซม์โปรตีเอส กินระหว่างท้องว่างคือ ระหว่างอาหาร จะช่วยทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้น


กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
อาการที่พบเสมอถ้าร่างกายบกพร่องในเอนไซม์ไลเปสคือ “กล้ามเนื้อเป็นตะคริว” ซึ่งต่างกับกล้ามเนื้อชักกระตุก (Tetany) ซึ่งอย่างหลังเกิดจากการขาดเกลือแร่ แคลเซียม เมื่อตะคริวจับจะปวดกล้ามเนื้อ จุดที่เริ่มเป็นส่วนมากจะเริ่มจากไหล่ บางครั้งจะปวดต้นคอ ถ้าเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อลำไส้จะมีอาการปวดท้อง ซึ่งพบบ่อยๆ คือ ตะคริวที่ลำไส้ใหญ่ (Spastic Colon) การกินเอนไซม์เสริม อาการต่างๆ ดังกล่าวทุเลาขึ้น