วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

งานวิจัยเอนไซม์ที่น่าสนใจ

ประพิมพ์พักตร์ เถื่อนสุคนธ์
วิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์

เอนไซม์ (enzyme) เป็นสารชีวโมเลกุลพวกโปรตีนที่สามารถช่วยเร่งปฏิกิริยาใน
ลักษณะค่อนข้างจำเพาะเอนไซม์ทุกชนิดจะมีส่วนที่เรียกว่า active site ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ
ปฏิกิริยา เพราะเป็นส่วนที่มีรูปแบบเหมาะต่อการจับกันระหว่างเอนไซม์กับ substrate ในลักษณะ
เหมาะเหมือน แม่กุญแจกับลูกกุญแจ จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ตามที่ต้องการ(1) ได้แก่ งานวิจัย
วิเคราะห์ เช่นใช้ alcohol dehydrogenase เพื่อหาค่า ethanol ผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม เช่น
ผลิตน้ำตาล fructose จาก glucose โดยใช้ glucose isomerase ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ
ของขบวนการผลิต เช่น ใช้ catalase ซึ่งจะทำให้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์แตกตัวได้ oxygen ที่สำคัญในการ
ผลิตพลาสติก ปรับปรุงผลิต-ภัณฑ์ เช่น ใช้ lactase เพื่อป้องกันไอศครีมเป็นเกล็ดเนื่องจากการตกผลึก
ของ lactose และ ทางการแพทย์ เอนไซม์หลายชนิดสามารถนำมาเตรียมเป็นยาได้ ทั้งเพื่อเป็นยา
สำหรับทดแทนรักษาโรค บรรเทาสภาวะผิดปกติในร่างกาย หรือป้องกันโรค เช่น


1. มะเร็ง (cancer) ซึ่งเป็นโรคร้าย ชนิดหนึ่งที่ปัจจุบันยังเป็นปัญหาในการรักษาให้หายขาด สำหรับการใช้เอนไซม์เพื่อเป็นยาในการรักษามะเร็งนั้นเป็นความพยายามอย่างหนึ่งในวงการแพทย์ที่จะเอา
ชนะโรคนี้ ซึ่งปรากฏว่ามะเร็งบางประเภท เช่น lymphocytic leukemia และ myelogenous leukemia สามารถรักษาได้โดยใช้เอนไซม์บางอย่าง เช่น asparaginase, glutaminase asparaginase และ carboxypeptidase G1 เป็นต้น


2. โรคพันธุกรรม (genetic disease) ผู้ป่วยบางรายขาดเอนไซม์บางชนิดมาแต่กำเนิด จึงจำเป็นต้องใช้เอนไซม์ทดแทนเพื่อให้เกิดกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกาย(2) เช่น Gaucher ใช้ alpha galactosidase A เป็นต้น


3. โรคเลือดแข็งตัวในกระแสเลือดชนิดเฉียบพลัน (acute thromboembolic vascular disease) เป็นโรคที่มักเกิดในผู้สูงอายุสาเหตุจากความบกพร่องของเอนไซม์ 2 ระบบ จึงต้องใช้เอนไซม์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของเอนไซม์ทั้ง 2 ระบบนี้ เช่น streptokinase


4. ภาวะตกเลือดผิดปกติ (hemorr-hagic disorder) โดยใช้เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัว
ของเลือดโดยตรง เช่น serine protease ที่จำเป็นในการผลิต fibrin clot(3)


5. ภาวะย่อยอาหารผิดปกติ (digestive disorder) เอนไซม์ที่เตรียมเป็นเภสัชภัณฑ์เพื่อการ
นี้มีหลายชนิด เช่น pancrelipase, amylase, cellulase, lactase และ pepsin


6. ภาวะอักเสบ (inflammation) เอนไซม์บางชนิดเช่น superoxide dismutase หรือ collagenase สามารถช่วยได้


7. โรคภูมิแพ้ (allergy) เป็นโรคที่เกิดจากสภาวะการณ์ผิดปกติจากการเหนี่ยวนำโดยแอนติเจน สามารถป้องกันหรือรักษาโดยใช้เอนไซม์ เช่น penicillinase ใช้สำหรับผู้ป่วยที่แพ้ penicillin

จุลินทรีย์เพื่อการผลิตเอนไซม์

ในการใช้จุลินทรีย์เพื่อการผลิตเอนไซม์จะต้องมีจุลินทรีย์ซึ่งสามารถให้เอนไซม์ตามต้องการได้ก่อน โดยจุลินทรีย์ที่ใช้มักจะมีการศึกษาคุณสมบัติต่างๆ จนจัดเป็นสายพันธุ์มาตรฐาน (standard strain) โดยทั่วไปมักเป็นพวก mesophile เพราะจะได้เอนไซม์ที่สามารถทำงานที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส (เอนไซม์เหล่านี้มักไม่ทนความร้อนสูงเกินกว่า 50 องศาเซลเซียส) แต่บางครั้งพบว่าเอนไซม์ที่จะนำไปใช้ประโยชน์
โดยเฉพาะทางด้านโรงงาน จำเป็นต้องทนความร้อน และทำงานได้ที่อุณหภูมิสูงกว่านี้ จุลินทรีย์ที่เป็นแหล่งเอนไซม์ดังกล่าว จึงควรเป็นพวก thermophile เช่น alpha amylase จากเชื้อ Bacillus stearothermophilus เจริญที่ 55 องศาเซลเซียส ทนความร้อนถึง 80 องศาเซลเซียส จะเห็นว่า การผลิตเอนไซม์จากจุลินทรีย์มีข้อได้เปรียบกว่าจากสิ่งมีชีวิตชั้นสูงในด้านสามารถนำไปใช้ในปฏิกิริยาที่ขึ้น
กับอุณหภูมิต่างๆ นอกจากนี้ยังเจริญเร็ว วิธีการเพาะเลี้ยงไม่ยุ่งยาก และง่ายต่อการควบคุม การผลิตเอนไซม์ จึงมีแนวโน้มที่จะอาศัยจุลินทรีย์เป็นแหล่งผลิตเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นความก้าวหน้า อย่างหนึ่งทางเทคโนโลยีด้านชีวภาพ (biotechnology) ที่พยายามใช้สิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งด้านการผลิต การกำจัดของเสีย รวมทั้งการนำของเสียเหล่านั้นกลับมาใช้
ประโยชน์อีกแต่การใช้จุลินทรีย์เพื่อผลิตเอนไซม์ก็มีข้อเสีย เช่น ต้องคอยระวังการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์
ชนิดอื่นขณะเพาะเลี้ยง หรือเกิดการกลายพันธุ์ (mutation) ที่อาจมีผลกระทบต่อการผลิต

การเพิ่มปริมาณการผลิตเอนไซม์จากจุลินทรีย์

เมื่อมีจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตเอนไซม์ ตามต้องการ แต่ผลผลิตยังไม่เป็นที่พอใจ ปริมาณที่ได้ยังไม่สูงพอ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ซึ่งทำได้ดังนี้

1. ปรับปรุงสายพันธุ์โดยการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงยีน ด้วยวิธีทาง geneticmanipulation หรืออาจใช้วิธี protoplast fusion, recombinant DNA technology ฯลฯ อันเป็นความก้าวหน้าทางด้าน
วิศวกรรมพันธุศาสตร์ (genetic engineering)

2. ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ในการปรับปรุงสายพันธุ์บางครั้งเสียเวลา และค่าใช้จ่ายมากในการ screen หาสายพันธุ์ใหม่ที่ต้องการ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้วยวิธี environ- mental manipulation จึงเป็นอีกวิธีที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตเอนไซม์จากจุลินทรีย์ได้ ซึ่งอาจทำได้โดยการเปลี่ยนแปลง ความเป็นกรดด่าง (pH) อากาศ (aeration) อุณหภูมิอาหารเลี้ยงเชื้อที่กำลังอยู่ในกระบวนการ enzyme fermentation แต่วิธีที่ใช้มากคือการเปลี่ยนสูตรอาหาร (medium composition)


ในปฏิกิริยาบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องใช้เอนไซม์บริสุทธิ์มาก ๆ มักเตรียมเอนไซม์โดยมีขั้นตอนน้อยที่สุดในการทำให้บริสุทธิ์ ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายและป้องกันการสูญเสีย



หนังสืออ้างอิง

1. Davis BD., Dulbecco R., Eison HN., Ginsberg LS. Microbiology. 3rd ed. Hagerstown : Harper & Row, Publishers, 1980 : 138.

2. Desnick RJ., Krivit W., Berhloter RW. Enzyme therapy in genetic disease. Baltimore : Williams & Wilkins, 1973 : 120.

3. Sherry S., Fletcher AP. Proteolytic enzymes : a therapeutic evaluater. Clin Pharmacol Ther 1960; 1 : 202-26.

จากเว็บ http://202.129.59.198/rdi/html/prapim.html

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ป้าวันดีเอ็มไซ.m4v

ความรู้เรื่องเอนไซม์ (พลังแห่งชีวิต)

ความรู้เรื่องเอนไซม์
หากจะกล่าวถึงเอนไซม์มีหลายท่านอาจจะเคยรับทราบถึงประโยชน์ เอนไซม์จัดอยู่ในสารชีวโมเลกุลที่พบในสิ่งมีชีวิต มีความจำเป็นขนาดที่เคยมีผู้กล่าวว่า ขาดลมหายใจเพียง 3-5 นาทีเราตายแต่หากเราขาดเอนไซม์เพียง 30 วินาทีเราตายทันที
เอนไซม์พบได้ในร่างกาย โดยมีหน้าหลัก คือ แปรเปลี่ยนสารอาหารหรือที่มักเรียกว่ากระบวนการย่อยและเผาพลาญสารอาหารให้เกิดเป็นพลังงาน เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะและระบบที่สำคัญของร่างกาย เช่น ระบบหาย,ระบบไหลเวียนโลหิต,ระบบภูมิคุ้มกัน,ระบบย่อยอาหาร หากขาดเอนไซม์จะมีผลต่อการเสียสมดุลของร่างกาย เกิดภาวะแห่งความเสื่อมนำมาโรคภัยอันตรายมาสู่ร่างกาย
เอนไซม์ในร่างกายเมื่อถูกใช้ไปนานๆจะหร่อยหลอลงเรื่อยๆ ต้องมีการเติมอย่างสม่ำเสมอ โดยการเติมสามารถเติมได้จากเอนไซม์ที่มีอยู่ในธรรมชาติซึ่งมักพบในอาหารสด เช่น ผลไม้ที่เพิ่งสุกคาต้น,เนื้อปลาสด เป็นต้น แต่เอนไซม์ในธรรมชาติมีจุดอ่อน คือ หากผ่านการทำเป็นอาหาร (ต้ม ผัด แกง ทอด) อุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส หรือ การฉายรังสี/การเคลือบ (แว๊กซ์ผิว เช่น ส้ม) เมื่ออาหารผ่านกระบวนการเหล่านี้ เอนไซม์จะเสื่อมสภาพไป
การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเร่งรีบ เราไม่มีเวลามากพอที่จะเลือกอาหารสดๆมารับประทานได้ อาหารส่วนใหญ่ผ่านการปรุงและผ่านกระบวนการถนอมอาหารซึ่งเป็นสาเหตุให้เอนไซม์เสื่อมสลายไป เหมือนกับว่าเรากิน อาหารไร้ชีวิตหรือซากอาหารเข้าไปในร่างกาย ดังนั้น ควรจะมีทางเลือกในการเสริมเอนไซม์อื่นๆเพิ่มเข้ามานั้น คือ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วย เพื่อปรับสภาพสมดุลร่างกายในระดับเซลล์ สุขภาพแข็งแรงห่างไกลโรคภัยและเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนตลอดไป

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประสบการณ์ผู้ใช้เมนเดล-part1


ประสบกาณ์ผู้ใช่เอนไซม์แล้วเห็นผลดีมาก

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

เอนไซม์ชลอกระบวนการแก่ชรา

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯค้นพบเอนไซม์ที่ชลอกระบวนการแก่ชรา
นักวิทยาศาสตร์จาก Harvard Medical School ของสหรัฐฯ ค้นพบสารตัวเร่งปฏิกริยาหรือเอนไซม์ที่ชลอกระบวนการแก่ชรา (Anti Aging Enzyme) เป็นครั้งแรกในเซลสิ่งมีชีวิต ความก้าวหน้าดังกล่าวจะช่วยเร่งหรือกระตุ้นให้มีการพัฒนายาต่างๆเพื่อยืดอายุมนุษย์ ตลอดจนป้องกันโรคต่างๆที่เกิดจากความชรา ทั้งนี้สารที่ค้นพบใหม่เพิ่มอายุ (Life Spans) ของยีนส์และเซลมนุษย์ในห้องปฏิบัติการ และยังยืดอายุของแมลงวันและหนอนอันเป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งเมื่อพิจารณาในระดับชีวโมเลกุลจะมีการเปลี่ยนแปลงของอายุรวดเร็วเช่นเดียวกันกับมนุษย์
ถึงแม้จะเป็นการด่วนสรุปว่าการค้นพบครั้งนี้จะเป็นก้าวกระโดดจากห้องปฏิบัติการไปสู่คลีนิครักษาโรคชรา แต่สารประกอบที่นักวิจัยทดสอบแล้วว่าช่วยการทำงานของเอนไซม์ที่ต่อต้านโรคชราได้มากที่สุด ได้แก่ สาร Resveratrol ซึ่งเป็นสารอยู่ในไวน์แดงและช่วยลดความเสี่ยงต่อการโรคหัวใจ แต่ที่สำคัญได้แก่การค้นพบว่าเอนไซม์ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกริยาในเซลที่เรียกว่า Sirtuins จะเป็นตัวควบคุมความชราในสิ่งมีชีวิตทั้งหลายโดยจะช่วยให้เซลคงดำรงชีพอยู่ได้จากการถูกทำลายและช่วยชลอการตายของเซล ดังนั้นคาดว่านักวิจัยต่างๆจะหันไปค้นหาสาร Sirtuins ชนิดที่เป็นตัวกระตุ้นเซลที่มีประสิทธิภาพที่สุดหรือแม้กระทั่งสังเคราะห์สารนี้ขึ้นเองเพื่อนำไปทดสอบความสามารถในการยืดอายุเซลแมลงหรือหนอนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู ลิง และมนุษย์
อย่างไรก็ตามนักวิจัยบางกลุ่มเตือนให้ระมัดระวังเนื่องจากความแก่ชราเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจ และไม่น่าที่จะเป็นไปได้ที่ยาเพียงชนิดเดียวจะมีผลช่วยชลอความแก่ชราได้
การค้นพบดังกล่าวเป็นผลมาจากการวิจัยกว่า 3 ปี ทั้งนี้ตอนแรกนักวิทยาศาสตร์คิดว่าสาร Sirtuins จะทำหน้าที่ในการดึงโมเลกุลที่เป็นกุญแจสำคัญออกจากโปรตีนที่ล้อมรอบดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลปิดและเปิดยีนส์ของตัวมัน แต่เมื่อเร็วๆนี้นักวิจัยเรียนรู้ว่าสารดังกล่าวมีส่วนในกระบวนการของระบบ Feed back ซึ่งเสริมให้เซลคงชีพอยู่ได้ในระหว่างเกิดเหตุฉุกเฉินโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการขาดอาหาร

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักวิจัยว่าระยะยาวของชีวิต (Life Span) นั้นสามารถยืดได้ถึง 50 เปอร์เซนต์หรือมากกว่านั้นในสัตว์หลายชนิด เช่น แมลงวัน หนอน และหนู หากเลี้ยงสัตว์ดังกล่าวด้วยอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการที่ให้แคลลอรี่ต่ำกว่าปกติ 30 เปอร์เซนต์ แต่พบว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลหากเราดัดแปลงยีนส์ของสัตว์ดังกล่าวทำให้ไม่สามารถผลิตเอนไซม์ Sirtuins ได้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของสารนี้ในกระบวนการแก่ชรา
ในมนุษย์เองนักวิทยาศาสตร์พบว่าสารนี้จะไปหยุดวงจรของเซลตามปกติ (Cellular Cycle) ซึ่งเซลจะจบชีวิตลงโดยฆ่าตัวมันเอง แต่สารนี้จะไปช่วยเซลกลับเป็นหนุ่มขึ้นอีกครั้งโดยสนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมดีเอ็นเอ และกระตุ้นให้มีการผลิตสารป้องกันพวกแอนตี้ออกซิแดนท์
ปัจจุบันบริษัทผลิตยา เช่น BIOMOL, Sinclair และ Elixir Pharmaceuticals กำลังลงทุนที่จะหาสารเคมีที่จะไปกระตุ้นการทำงานของสาร Sirtuins โดยมีจุดมุ่งหมายผลิตในรูปยา เช่น Resveratrol หรืออาหารเสริมเป็นการพาณิชย์ต่อไป
(ที่มา: The Washington Post, August 5, 2003)

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551

เอนไซม์กับโรคเอดส์


มีผู้ติดเชื้อ เอช ไอ วี (HIV) ซึ่งเป็นไวรัสของโรคประมาณ 33 ล้านคนทั่วโลก Dr.John Kaiser ซึ่งมีชื่อเสียงได้รักษาผู้ติดเชื้อ ได้รายงานต่อที่ประชุมใหญ่ว่า
ผลการรักษาผู้ป่วยเอดส์โดยใช้ยา ซึ่งมีเอนไซม์โปรตีเอสนี้ ได้พิสูจน์ว่ามีผลดีในการกำจัดเชื้อไวรัสเอดส์ และทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยฟื้นตัวขึ้น
ยานี้ชื่อ “ABT- 538” สามารถที่จะหยุดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้ถึงร้อยละ 99 ทีเดียว ได้ผลดีมากกว่ายา (AZT) ซึ่งเป็นยารักษาเอดส์ในปัจจุบัน (พ.ศ.2546) ที่ถือว่าดีที่สุดถึง 10 เท่า โดยดูจากการหยุดการแบ่งตัวของไวรัสเป็นตัววัด (จาก American Medical Association Report 1998)
อธิบายตามหลักทฤษฎีว่า เอนไซม์โปรตีเอสบางชนิดจะย่อยโปรตีนที่ห่อเชื้อไวรัส HIV ทำให้เชื้อไวรัส HIV ไม่มีที่หลบซ่อนจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากเอนไซม์โปรตีเอสชนิดหนึ่ง (เป็นกลุ่มย่อย Sub-group) ก็จะย่อยตรงกับกรดอะมิโนชนิดหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น ถ้าเราใช้เอนไซม์ให้ตรงกับกรดอะมิโนที่หุ้มตัวไวรัส (Protein Film) ได้ ก็จะทำให้เปลือกหุ้มไวรัสถูกย่อยจนขาดออก ไม่สามารถเป็นกำแพงกั้นเชื้อ เอช ไอ วี จากภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อีกต่อไป

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

การขาดเอนไซม์มีผลเสียต่อสุขภาพ


การขาดเอนไซม์ไลเปสมีผลเสียต่อสุขภาพ
การขาดเอนไซม์ไลเปส คือไขมันชนิดโคเลสเตอรอลสูงในเลือด (High Cholesterol) ไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด (High Triglyceride) ทำให้ลดน้ำหนักตัวยาก มักเป็นโรคเบาหวานชนิดผู้ใหญ่ (Diabetes Mellitus –Adult Type) และมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหัวใจ (Heart Disease)
การขาดเอนไซม์ไลเปสย่อยอาหาร ร่างกายจึงขาดกรดไขมัน (Fatty Acid) ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ การดูดซึมของสารอาหารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ยาก สารพิษ (Toxins) ที่อยู่ในเซลล์ ก็ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกมายาก ก่อให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์


ผู้ที่มักอ่อนเพลียเรื้อรังพบว่ามีเอนไซม์ไลเปสต่ำในเลือด
การขาดเอนไซม์ไลเปสทำให้สารอาหารที่สำคัญทุกชนิดผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrance) เข้าเซลล์ยากและของเสียจากในเซลล์ก็ออกไม่ได้ คนป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)
มีผู้รายงานว่า การใช้เอนไซม์ไลเปสร่วมกับเอนไซม์โปรตีเอส กินระหว่างท้องว่างคือ ระหว่างอาหาร จะช่วยทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้น


กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
อาการที่พบเสมอถ้าร่างกายบกพร่องในเอนไซม์ไลเปสคือ “กล้ามเนื้อเป็นตะคริว” ซึ่งต่างกับกล้ามเนื้อชักกระตุก (Tetany) ซึ่งอย่างหลังเกิดจากการขาดเกลือแร่ แคลเซียม เมื่อตะคริวจับจะปวดกล้ามเนื้อ จุดที่เริ่มเป็นส่วนมากจะเริ่มจากไหล่ บางครั้งจะปวดต้นคอ ถ้าเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อลำไส้จะมีอาการปวดท้อง ซึ่งพบบ่อยๆ คือ ตะคริวที่ลำไส้ใหญ่ (Spastic Colon) การกินเอนไซม์เสริม อาการต่างๆ ดังกล่าวทุเลาขึ้น

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

“กล้องตรวจเลือดมหัศจรรย์”ส่องปุ๊บ-รู้โรคปั๊บ



การเจาะเลือด” เพื่อตรวจหาโรคต่างๆ เป็นวิธีที่โรงพยาบาลต่างๆนิยมทำกันมา โดยอาจต้องใช้เวลานานถึง 3-4 วัน จึงจะรู้ผล ทำให้การักษาเกิดความล่าช้า และไม่ทันใจผู้ป่วย ในวันนี้วงการแพทย์ได้ก้าวระดับไปอีกขั้น เมื่อมี”กล้องมหัศจรรย์”ที่สามารถตรวจดูลักษณะของเม็ดเลือดและบอกความผิดปกติที่อาจนำไปสู่โรคต่างๆได้ทันที


กล้อง Darkfield microscope เป็นกล้องชนิดพิเศษ ที่บริษัท แปซิฟิค ไบโอเทค จำกัด นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา และเริ่มทดลองใช้ครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2547 โดย ”กล้องมหัศจรรย์” จะสามารถตรวจดูรูปร่างและลักษณะอื่นๆของเม็ดเลือดในแต่ละบุคคล ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สามารถตรวจสอบถึงความผิดปกติของระบบการย่อยอาหาร และภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล ความผิดปกติดังกล่าวจะรวมไปถึงลักษณะบางอย่างที่ไม่สามารถพบได้ จากการใช้วิธีวิเคราะห์เลือดทั่วๆไป ซึ่งเป็นการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในกระแสเลือด โดยการปั่นเหวี่ยง และแยกองค์ประกอบของเลือด


ในการตรวจสอบเม็ดเลือดสด จะสามารถตรวจพบความผิดปกติของระบบการย่อยอาหาร และภาวะโภชนาการที่บกพร่อง ก่อนที่การตรวจเลือดตามวิธีทั่วๆ ไปที่ตรวจในด้านการเปลี่ยนแปลงของสารเคมี โดยปกติแล้วการรักษาหลังจากการตรวจด้วยกล้องพิเศษนี้ จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหาต่างๆ จะถูกค้นพบก่อนที่จะเข้าสู่สภาวะการก่อโรคที่ร้ายแรง โดยผู้ป่วยจะสามารถเห็นถึงความแตกต่างระหว่างร่างกายที่มีพลังของสุขภาพที่ดี กับความรู้สึกที่ย่ำแย่ ในสภาพที่ไม่ควรจะเป็น โดยการตรวจสุขภาพเม็ดเลือด ภายใต้พื้นฉากดำของกล้องชนิดพิเศษ


ทั้งนี้ เมื่อเม็ดเลือดของผู้ป่วยเกิดความผิดปกติ ก็สามารถเสริมด้วยเอนไซม์ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลรบกวนกับการรักษาด้วยยา แต่เอนไซต์จะเป็นผู้ช่วยตับในการกำจัดสารเคมีที่เป็นพิษต่อตับออกจากระบบร่างกายได้ด้วย


กล้อง Darkfield microscope นับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ทั่วโลก ที่ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันเวลา ใครที่สนใจอยากได้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจเลือดหรือทำความรู้จักกับกล้อง”มหัศจรรย์”ให้มากขึ้น



โดย ผู้จัดการออนไลน์
29 กันยายน 2548 15:27 น

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การมีเอนไซม์บกพร่อง (Enzyme Deficiency)เกิดจากหลายสาเหตุ

การมีเอนไซม์บกพร่อง (Enzyme Deficiency) เกิดจากหลายสาเหตุ

1. ถ้าทุกคนกินอาหารที่ปรุงแต่งอย่างปัจจุบันต้องมีปัญหาการขาดเอนไซม์

Dr. Dick Couey อาจารย์โภชนาการของBayloy University กล่าวว่า ในปัจจุบันพวกเรากินอาหารที่ไม่มีเอนไซม์ เพราะเป็นอาหารปรุงสำเร็จ (Processed) หรือ เอามาหุงต้ม (Cooked) ทำให้เอนไซม์ในอาหารถูกทำลาย ดร. คูอี้ได้ย้ำว่า ตนเองจะไม่กินอาหารอีกถ้าไม่มีเอนไซม์เสริมมากินร่วมด้วย (I will never eat another meal without taking a plant enzyme supplement)
ตามทฤษฎี ร่างกายต้องใช้เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) เพื่อย่อยอาหาร ถ้ามีเอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) มาเสริมด้วยกัน จะช่วยย่อยได้ครึ่งหนึ่ง แต่อาหารที่กินในยุคสมัยนี้ไม่มีเอนไซม์ตามธรรมชาติ เพราะถูกทำลายจากการหุงต้ม
ดังนั้นร่างกายจึงต้องไปดึงเอาเมตาบอลิค เอนไซม์ มาเปลี่ยนโฉมให้เป็นเอนไซม์ย่อยอาหาร ถ้าทำบ่อยๆจะมีระดับเอนไซม์ (เมตาบอลิค) บกพร่อง และเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ

2. ธรรมชาติสร้างตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์ (Enzyme Inhibition) ไว้กับพืช
พืชซึ่งมนุษย์ใช้กินทุกชนิด มีเอนไซม์ทำการย่อยอาหารอยู่ในตัวของมันเอง มีตัวห้ามหรือตัวยับยั้งเอนไซม์ ยังไม่ยอมให้ทำงานจนถึงเวลาอันควร เช่นเมื่อผลไม้ต้องสุกตามฤดูกาล โดยปกติตัวห้ามเหล่านี้จะเริ่มอ่อนแรงหรือหมดสภาพ ก็โดยสิ่งแวดล้อมรอบตัวมันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อเราเคี้ยวอาหารในปากก็คือ เรากำลังทำให้สภาวะเดิมรอบข้างของตัวห้ามเปลี่ยนไปจนตัวห้ามหยุดทำงาน ทำให้เอนไซม์ในอาหารเป็นอิสระ เพราะไม่มีอะไรมายับยั้ง
แต่อย่างไรก็ดี ตัวห้ามก็ยังมีจำนวนสูงอยู่มากในพืชบางระยะของการเจริญเติบโต เช่น ยอดใบไม้ ยอดผัก พืชยังอ่อน เป็นต้น ในบางกรณี ท่านอาจกินอาหารประเภทยอดผักอ่อนสดๆ ท่านก็จะกินตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์ (Enzyme Inhibitor) เข้าไปมากจนพลอยเข้าไปห้ามการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตออกจากตับอ่อนของตัวท่านเองเข้าไปด้วย กลายเป็นมีเอนไซม์ ติดลบ ทางเลือกที่หนึ่งคือท่านอาจจะต้องกินเอนไซม์เสริมชดเชย
ทางเลือกที่สองคือ เอายอดผักมาต้ม เพื่อจะให้ความร้อนทำลายตัวห้าม (Inhibitor) แต่ก็จะพลอยทำลายเอนไซม์จากพืชซึ่งเป็นอาหาร (Food Enzyme) พร้อมกันไปเลยด้วย

3. อายุมากขึ้น การผลิตเอนไซม์ของร่างกายลดลง ในสหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลไมเคิล รีส รัฐชิคาโก ได้ทำการวิจัยหาค่าของเอนไซม์อไมเลส (Amylase) ในน้ำลายจากคน 2 กลุ่มอายุด้วยกัน คือ กลุ่มหนุ่มสาว (21-31 ปี) กับกลุ่มคนชรา (69-100 ปี) พบว่า กลุ่มหนุ่มสาวมีเอนไซม์อไมเลสซึ่งใช้ย่อยอาหารประเภทแป้ง มากเป็น 30 เท่าของกลุ่มผู้สูงอายุ
นี่คือเหตุผลที่ว่าเมื่ออยู่ในวัยหนุ่มสาว กินอาหารประเภทสำเร็จรูป และ อาหารฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) โดยไม่มีปัญหาการย่อย ไม่มีทางเจ็บป่วย แต่เมื่อแก่ตัว เอนไซม์ลดลง จะย่อยอาหารต่างๆ ได้ลำบาก ทำให้มีอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง และถ้าพฤติกรรมการบริโภคยังเป็นอยู่อย่างนี้ (Poor Eating Habits) ท่านอาจแก่ตัวเร็วกว่าเพื่อนๆ ของท่านได้

4.มีสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้การย่อยอาหาร (Digestion) บกพร่อง วิธีง่ายๆในการแก้ไขคือ ให้กินเอนไซม์ที่ผลิตมาจากพืชจะทำให้อาการกระเพาะและลำไส้แปรปรวนทุเลาลงได้ ถ้าศึกษาย้อนกลับไปหาสาเหตุก็คือ การย่อยอาหารไม่ดี การมีสารพิษ (Toxins) เนื่องจากมีกากอาหารที่ไม่ย่อย หมักหมนอยู่ในลำไส้ใหญ่
ซึ่งอาการต่างๆดังกล่าว เชื่อว่าการกินเอนไซม์เสริมชนิดช่วยย่อยจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เอนไซม์กับระบบภูมิคุ้มกันโรค


Journal of Longevity Research Vol.1/No.5 ค.ศ.1995 Dr. Anthony Lopez ได้เขียนบทความเสนอแนะว่า การใช้เอนไซม์เสริมในอาหารจะให้ประโยชน์กับสุขภาพ มีความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพราะเอนไซม์เป็นตัวหลักของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต้องมีในทุกเซลล์เพื่อซ่อมแซม รักษาการที่กล่าวว่า เอนไซม์เป็นหลักของระบบต้านทานโรค ต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น ซูเปอร์ออกไซด์ ดีสมิวเตส (Superoxide Dismutase),กลูตาธิโอน เปอร์ออกซิเดส (Glutathione Peroxidase), คาทาเลส (Catalase)ฯลฯ คอยทำหน้าที่เสาะหาและทำลายอนุมูลอิสระ (Free Radical) ซึ่งเป็นตัวป่วนที่ทำลายให้เซลล์เสื่อม โดยเฉพาะไปโจมตีบริเวณผนังเยื่อหุ้มเซลล์ และดีเอนเอ (DNA) ซึ่งอยู่ภายในเซลล์ให้ผิดเพี้ยนไปจนอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้จากวารสารการวิจัยฉบับหนึ่ง (Journal of Longevity Research 1996 Vol.2/No.3) Dr.James Privitera ได้รายงานถึงการใช้เอนไซม์บำบัดว่าได้ผลดีในการรักษาบาดแผล เอนไซม์จะกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้แผลหายเร็ว และเอนไซม์ยังทำให้รอยแผลเป็น (Scar) เกิดน้อยมากอีกด้วย ดร.ไพรวิเทอรา เขียนสรุปไว้ว่า เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือมีบาดแผล การใช้เอนไซม์เสริมร่วมด้วยจะเป็นวิธีที่ดีในการรักษา เพราะเอนไซม์จะเร่งการหายของแผลและการบาดเจ็บ

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เอนไซม์กับโรคอ้วน



• เอนไซม์ไลเปส (Lipase) มีหน้าที่ย่อยไขมันและวิตามินที่ละลายในไขมัน เป็นเอนไซม์ที่สำคัญ ควบคุมน้ำหนักโดยเฉพาะ Dr.Galton, Tufts University ได้สรุปยืนยันว่า “คนอ้วนมากเพราะร่างกายขาดเอนไซม์ไลเปส” ไขมันย่อยยากที่สุด
• การกินเอนไซม์เสริมหรือ การกินอาหารสดที่อุดมด้วยเอนไซม์ ช่วยลดความเหน็ดเหนื่อยของตับอ่อนที่ไม่ต้องเร่งผลิตเอนไซม์ไลเปส จนบางครั้งตับอ่อนจะบวมโตกว่าปกติเพราะต้องทำงานหนักเกินไป ตับอ่อน (Pancreas) และตับ (Liver)
• เอนไซม์ไลเปสช่วยคุมน้ำหนักอีกด้วย ควบคุมไขมันชนิดโคเลสเตอรอล (Cholesterol)และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ทำให้สารอาหารทั้ง 2 ซึ่งไหลเวียนในเลือดมีปริมาณลดลงจึงไม่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Atherosclerosis) อันเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคหัวใจ (Heart Disease)หรือ โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เอนไซม์กับระบบไหลเวียนของโลหิต



• Dr. Max Wolf ชาวเยอรมัน Fordham Universityได้รายงานผลการทดลองใช้เอนไซม์กับคนไข้ 347 คน ที่เจ็บป่วยกับระบบไหลเวียนของโลหิต (Circulatory Disorder) พบว่า ร้อยละ 87 ของผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติหายสนิท หรือดีขึ้นมากภายหลังกินเอนไซม์เสริม
• ดร.วูฟ กับ ดร.คาล แรส เบอเกอร์ (Dr. Karl Ransberger) ยังได้ทดลองใช้เอนไซม์รักษาคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็ง โรคจากการติดเชื้อไวรัส และโรคแห่งความเสื่อมของระบบประสาท (Multiple Sclerosis) รายงานไว้ว่าได้ผลดี (Successfully Treat)
• Dr. H. Dench แพทย์ชาวออสเตรีย ได้ใช้เอนไซม์รักษาคนไข้ที่มีเลือดจับเป็นก้อน (Blood Clot) พบว่า ร้อยละ 93 ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
• Dr. Karl Maehder ชาวเยอรมันรายงานผลการรักษาคนไข้ 218 คนที่เป็นโรคเส้นโลหิตดำขอด อักเสบและบวม (Varicose Vein Disorder) โดยให้คนไข้กินเอนไซม์ ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละถึง 94 ที่หายสนิทหรือดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
บทความในหนังสือ U S A Weekend (2 ตุลาคม 1998) ซึ่งมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard ได้พูดถึงเรื่องสาเหตุที่เอนไซม์สามารถป้องกันการผิดปกติของระบบไหลเวียนของโลหิตได้
เพราะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่ง เมื่อทำงานร่วมกับ วิตามิน บี 6 บี 12 และกรด โฟลิค (Folic Acid) สามารถจะทำลายสารเคมี ชื่อ โฮโมซิสทีน (Homocysteine) ซึ่งสารนี้อันตรายมาก เป็นตัวทำให้หลอดเลือดแดง (Arteries) พิการ แข็งตัวจากการอักเสบจนเป็นอุปสรรคต่อการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เกิดโรคหัวใจ (Heart Attack) และโรคลมปัจจุบัน (stroke) ตามมาได้

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ผลการศึกษาเอนไซม์กับโรคมะเร็ง

เอนไซม์กับโรคมะเร็ง
• ใน พ.ศ.2454 Dr. John Beard ได้รายงานถึงผลสำเร็จของการใช้เอนไซม์รักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ อีกประมาณ 80 ปีต่อมาคือ ใน พ.ศ.2530 Dr. Gonzalez ได้รักษาคนไข้โรคมะเร็งโดยใช้เอนไซม์บำบัด ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา (National Cancer Institute) ได้เชิญให้เสนอผลงานสรุปรักษาคนไข้ผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) และมะเร็งได้กระจายไปยังสมอง (Brain) และตับ (Liver) คนไข้ได้รับการรักษาโดยใช้เอนไซม์เป็นหลัก ปรากฎว่ามะเร็งหายไป (The Cancers went away)
• นอกจากนั้น คนไข้อีกหลายรายที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทุกคนอาการดีขึ้น มะเร็งลดความรุนแรงลง (Remission) สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้มอบเงินทุนวิจัย 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ ดร.กอนซาเลซ เพื่อศึกษาและค้นคว้าการใช้เอนไซม์รักษาโรคมะเร็งในเชิงวิจัยเปรียบเทียบตามหลักทางสถิติต่อไป

วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ธรรมชาติไม่ได้ให้เอนไซม์มากับร่างกายจนฟุ่มเฟือย

•นักชีวเคมีเชื่อว่า เอนไซม์ที่ผลิตขึ้นในร่างกายแต่ละคนมีจำนวนจำกัด ดังนั้นต้องประหยัดเอนไซม์ ให้มีไว้ใช้นานที่สุด ถ้าต้องการมีอายุยาวและสุขภาพดี
•เอนไซม์ที่สำคัญที่สุดคือ เมตาบอลิค เอนไซม์(Metabolic Enzyme) ซึ่งสำคัญในการซ่อมแซมและสร้างเซลล์ของร่างกาย ต้านทานโรค ป้องกันความเสื่อมโทรม
•ถ้าเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายต้องดึงเมตาบอลิค เอนไซม์ ทำให้หมดเปลือง
•พลังของชีวิต (Life Force) จึงบกพร่องและไม่เพียงพอ เป็นอันตรายต่อชีวิตได้โดยง่าย

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การเจริญสมัยใหม่ คือ ยุคแห่งการเกิดมะเร็ง

อาหารสำเร็จรูป (Processed Food) เริ่มมีในเชิงอุตสาหกรรมครั้งแรก ใน ค.ศ. 1930 (พ.ศ. 2473) ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โรคสุขภาพเสื่อมเรื้อรังก็เพิ่มเคียงคู่มากับการนิยมกินอาหารสำเร็จรูป เห็นได้ชัดที่สุด คือ โรคมะเร็ง เมื่อก่อน ค.ศ. 1930 มีน้อยมากแต่ปัจจุบันนี้มีอัตราตายเป็นอันดับ 2 ของสหรัฐ อันดับ 4 ของประเทศไทย ถ้าเรากลับไปกินอาหารอย่างที่เคยในอดีตได้ ปัญหามะเร็งคงจะลดลงได้อย่างมาก

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เอนไซม์ที่อยู่ในเลือดจะทำหน้าที่กวาดขยะในเลือด


เอนไซม์ที่อยู่ในเลือดจะทำหน้าที่กวาดขยะในเลือด (Scavenger Enzyme)

• การใช้เอนไซม์โปรตีเอสเป็นอาหารเสริม ทำให้เลือดสะอาดปราศจากขยะอาหาร เรียกว่า “เอนไซม์กวาดขยะ”
• เอนไซม์โปรตีเอสนี้จะย่อยเฉพาะโปรตีนที่ไม่มีชีวิต จะย่อยเยื่อหุ้มแบคทีเรียที่เป็นโปรตีน ทำให้แบคทีเรียตายได้ ไวรัสย่อมอยู่ไม่ได้เช่นกัน
• ดังนั้นการขาดหรือบกพร่องเอนไซม์โปรตีเอสในเลือดจึงทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง
• เอนไซม์โปรตีเอสเมื่อกินเวลากระเพาะว่าง สามารถซึมเข้ากระแสเลือดได้ใน 5 นาที และจะไปจับกับโปรตีนชนิดก้อนในเลือด (Alpha 2 Macroglobulin) กลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อน
• ขณะที่ผ่านกระเพาะอาหารจะไม่ถูกทำลายหรือถูกย่อยโดย เปบซินและกรดเกลือในกระเพาะเหมือนที่เคยเชื่อกัน เมื่ออยู่ในกระแสโลหิตทำหน้าที่กวาดขยะ (Scavenger) ทำให้รักษาโรคอันเกิดจาการติดเชื้อ (Infection) มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การขาดเอนไซม์ไลเปสในเลือดทำให้มีปัญหาด้านสุขภาพ

การขาดเอนไซม์ไลเปสในเลือดทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ
โดยเฉพาะในโรคระบบหมุนเวียนของเลือด (Circulatory Disease) เช่นความดันโลหิตสูง หลอดเลือดตีบตัน ฯลฯ
เอนไซม์ไลเปสมีหน้าที่ย่อยไขมัน นอกจากย่อยภายในลำไส้ในฐานะ Digestive Enzyme แล้ว ยังย่อยไขมันตลอดทั้งร่างกายในรูปของเมตาบอลิค เอนไซม์ โดยเฉพาะในกระแสโลหิต จะไปย่อยไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด สำหรับไขมันที่ย่อยไม่สมบูรณ์จากลำไส้เล็กเพราะเอนไซม์ไลเปสบกพร่อง อาจถูกดูดซึมผ่านเข้ามาในกระแสโลหิตก็จะเป็นไขมันที่ด้อยคุณภาพก่อให้เกิดโรคได้เมื่อร่างกายนำเอาไปใช้


โรคขาดวิตามินชนิดละลายไขมัน
เอนไซม์ไลเปสที่บกพร่อง ทำให้เกิดปัญหาในการนำวิตามินชนิดละลายในไขมัน (Fat Soluble Vitamin) ออกมาใช้ เพราะไขมันย่อยไม่ได้ จะทำให้เกิดโรคขาดวิตามินชนิดละลายในไขมันตามมาด้วย (Fat Soluble Vitamin Deficiency)
วิตามินที่ต้องละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี และเค (Vitamin A, D, E, K)

การขาดเอนไซม์ไลเปสมีผลเสียต่อสุขภาพ
การขาดเอนไซม์ไลเปส คือไขมันชนิดโคเลสเตอรอลสูงในเลือด (High Cholesterol) ไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด (High Triglyceride) ทำให้ลดน้ำหนักตัวยาก
มักเป็นโรคเบาหวานชนิดผู้ใหญ่ (Diabetes Mellitus –Adult Type) และมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหัวใจ (Heart Disease)
การขาดเอนไซม์ไลเปสย่อยอาหาร ร่างกายจึงขาดกรดไขมัน (Fatty Acid) ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ การดูดซึมของสารอาหารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ยาก สารพิษ (Toxins) ที่อยู่ในเซลล์ ก็ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกมายาก ก่อให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์

ผู้ที่มักอ่อนเพลียเรื้อรังพบว่ามีเอนไซม์ไลเปสต่ำในเลือด
การขาดเอนไซม์ไลเปสทำให้สารอาหารที่สำคัญทุกชนิดผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrance) เข้าเซลล์ยากและของเสียจากในเซลล์ก็ออกไม่ได้
คนป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)
มีผู้รายงานว่า การใช้เอนไซม์ไลเปสร่วมกับเอนไซม์โปรตีเอส กินระหว่างท้องว่างคือ ระหว่างอาหาร จะช่วยทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้น

กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
อาการที่พบเสมอถ้าร่างกายบกพร่องในเอนไซม์ไลเปสคือ “กล้ามเนื้อเป็นตะคริว” ซึ่งต่างกับกล้ามเนื้อชักกระตุก (Tetany) ซึ่งอย่างหลังเกิดจากการขาดเกลือแร่ แคลเซียม เมื่อตะคริวจับจะปวดกล้ามเนื้อ จุดที่เริ่มเป็นส่วนมากจะเริ่มจากไหล่ บางครั้งจะปวดต้นคอ ถ้าเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อลำไส้จะมีอาการปวดท้อง ซึ่งพบบ่อยๆ คือ ตะคริวที่ลำไส้ใหญ่ (Spastic Colon) การกินเอนไซม์เสริม อาการต่างๆ ดังกล่าวทุเลาขึ้น

โรคเวียนศีรษะบางชนิด (Meniere’s Disease)
อาการอีกอย่างจากการขาดเอนไซม์ไลเปสคือ
วิงเวียน (Meniere’s Disease) บางครั้งอาจจะรู้สึกอยากอาเจียน หากคนป่วยกินเอนไซม์ที่มีเอนไซม์ไลเปสร่วมกับวิตามินบี 1 บี 6 บี 12 ในขณะท้องว่าง พบว่าอาการทุเลารวดเร็วมาก


วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เอนไซม์ช่วยให้อายุยืนได้ถึง120 ปี


ถ้าท่านมีเอนไซม์สมบูรณ์อายุอยู่ได้ถึง 120 ปี
•เพราะเซลล์ในร่างกายสามารถแบ่งตัวได้ตามกำหนดของโปรแกรมในนาฬิกาชีวิต
•ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีระดับต่ำ (Low Enzyme Level) โอกาสที่ท่านจะป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เกิดได้ง่ายมาก
•ในหนังสือ“เอนไซม์ในอาหาร”(Food Enzyme) มีความตอนหนึ่งว่า สุขภาพ (Health) คือ ปฏิกิริยาเคมีของเอนไซม์ที่บูรณาการ (Integrate) เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ จึงทำให้ทุกเซลล์ของร่างกายดำเนินไปอย่างปกติสุข

การอดอาหารเป็นวิธีการประหยัดเอนไซม์ที่น่าศึกษา


การอดอาหารเป็นวิธีการประหยัด เอนไซม์ที่น่าสนใจศึกษา
•นักวิทยาศาสตร์บางท่านเชื่อว่า ถ้าลดจำนวนอาหารลง จะไม่สิ้นเปลืองเอนไซม์ (ที่จะมาใช้ย่อยอาหาร) ซึ่งก็คือเราจะตายช้าลง เพราะเมตาบอลิค เอนไซม์จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องไปช่วยย่อยอาหารสามารถนำไปซ่อมแซมร่างกายให้แข็งแรง
•ตัวอย่างง่ายๆ คือ ให้สังเกตสัตว์เลี้ยงเช่น แมว เวลาป่วยมันจะหยุดกินอาหารและพยายามออกไปกินต้นหญ้าบางอย่าง สัตว์มีสัญชาติญาณที่จะประหยัดเอนไซม์
•ในศาสนาต่างๆ ศาสดาผู้ให้กำเนิดศาสนามาตั้งหลายพันปี เป็นผู้ที่มีความฉลาดเป็นเลิศ เช่น
•ศาสนาพุทธให้พระสงฆ์รับอาหารเพียงมื้อเช้าและมื้อเพลเท่านั้น งดอาหารตอนเย็น
•การถือศีลอดศาสนาอิสลามเป็นความยิ่งใหญ่ เมื่อไม่ต้องใช้เอนไซม์ย่อยอาหาร ทำให้เหลือไปสร้างเมตาบอลิค เอนไซม์ไว้ใช้ได้มากขึ้น
•คำสอนศาสนาอิสลามพบว่า มีประโยชน์อย่างสูงต่อสุขภาพอยู่หลายบท และบัญญัติไว้เป็นพันๆ ปี ก่อนที่มนุษย์จะรู้เรื่องเกี่ยวกับการสาธารณสุขเสียอีก

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เอนไซม์กับโปรตีนต้องอาศัยกันและกัน

เอนไซม์กับโปรตีนต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
•เอนไซม์จะย่อยอาหารจนเป็นสารอาหารเชิงเดี่ยวเพื่อเซลล์ต่างๆนำไปใช้ได้ตามความต้องการของแต่ละอวัยวะ
•ลำดับต่อมาเมตาบอลิค เอนไซม์จะเปลี่ยนสารอาหารเป็นพลังงานเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้
•เอนไซม์กับอาหารชนิดโปรตีนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะจะย่อยโปรตีนให้เป็นโมเลกุลเล็กเชิงเดี่ยว คือกรดอะมิโน(Amino Acid) มาสร้างเอนไซม์ เพราะเอนไซม์คือโปรตีนชนิดหนึ่ง (Globular Protein) ถ้ามีเอนไซม์น้อยก็ไม่พอย่อยโปรตีน และถ้ามีโปรตีนน้อย ก็สร้างเอนไซม์ไม่พอ