แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การมีเอนไซม์บกพร่อง (Enzyme Deficiency) เกิดจากหลายสาเหตุ


การมีเอนไซม์บกพร่อง (Enzyme Deficiency) เกิดจากหลายสาเหตุ
1. ถ้าทุกคนกินอาหารที่ปรุงแต่งอย่างปัจจุบันต้องมีปัญหาการขาดเอนไซม์
Dr. Dick Couey อาจารย์โภชนาการของBayloy University กล่าวว่า ในปัจจุบันพวกเรากินอาหารที่ไม่มีเอนไซม์ เพราะเป็นอาหารปรุงสำเร็จ (Processed) หรือ เอามาหุงต้ม (Cooked) ทำให้เอนไซม์ในอาหารถูกทำลาย ดร. คูอี้ได้ย้ำว่า ตนเองจะไม่กินอาหารอีกถ้าไม่มีเอนไซม์เสริมมากินร่วมด้วย (I will never eat another meal without taking a plant enzyme supplement)
ตามทฤษฎี ร่างกายต้องใช้เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) เพื่อย่อยอาหาร ถ้ามีเอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) มาเสริมด้วยกัน จะช่วยย่อยได้ครึ่งหนึ่ง แต่อาหารที่กินในยุคสมัยนี้ไม่มีเอนไซม์ตามธรรมชาติ เพราะถูกทำลายจากการหุงต้ม
ดังนั้นร่างกายจึงต้องไปดึงเอาเมตาบอลิค เอนไซม์ มาเปลี่ยนโฉมให้เป็นเอนไซม์ย่อยอาหาร ถ้าทำบ่อยๆจะมีระดับเอนไซม์ (เมตาบอลิค) บกพร่อง และเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ
2. ธรรมชาติสร้างตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์ (Enzyme Inhibition) ไว้กับพืช
พืชซึ่งมนุษย์ใช้กินทุกชนิด มีเอนไซม์ทำการย่อยอาหารอยู่ในตัวของมันเอง มีตัวห้ามหรือตัวยับยั้งเอนไซม์ ยังไม่ยอมให้ทำงานจนถึงเวลาอันควร เช่นเมื่อผลไม้ต้องสุกตามฤดูกาล โดยปกติตัวห้ามเหล่านี้จะเริ่มอ่อนแรงหรือหมดสภาพ ก็โดยสิ่งแวดล้อมรอบตัวมันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อเราเคี้ยวอาหารในปากก็คือ เรากำลังทำให้สภาวะเดิมรอบข้างของตัวห้ามเปลี่ยนไปจนตัวห้ามหยุดทำงาน ทำให้เอนไซม์ในอาหารเป็นอิสระ เพราะไม่มีอะไรมายับยั้ง
แต่อย่างไรก็ดี ตัวห้ามก็ยังมีจำนวนสูงอยู่มากในพืชบางระยะของการเจริญเติบโต เช่น ยอดใบไม้ ยอดผัก พืชยังอ่อน เป็นต้น
ในบางกรณี ท่านอาจกินอาหารประเภทยอดผักอ่อนสดๆ ท่านก็จะกินตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์ (Enzyme Inhibitor) เข้าไปมากจนพลอยเข้าไปห้ามการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตออกจากตับอ่อนของตัวท่านเองเข้าไปด้วย กลายเป็นมีเอนไซม์ ติดลบ
ทางเลือกที่หนึ่งคือท่านอาจจะต้องกินเอนไซม์เสริมชดเชย
ทางเลือกที่สองคือ เอายอดผักมาต้ม เพื่อจะให้ความร้อนทำลายตัวห้าม (Inhibitor) แต่ก็จะพลอยทำลายเอนไซม์จากพืชซึ่งเป็นอาหาร (Food Enzyme) พร้อมกันไปเลยด้วย
3. อายุมากขึ้น การผลิตเอนไซม์ของร่างกายลดลง
ในสหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลไมเคิล รีส รัฐชิคาโก ได้ทำการวิจัยหาค่าของเอนไซม์อไมเลส (Amylase) ในน้ำลายจากคน 2 กลุ่มอายุด้วยกัน คือ กลุ่มหนุ่มสาว (21-31 ปี) กับกลุ่มคนชรา (69-100 ปี) พบว่า กลุ่มหนุ่มสาวมีเอนไซม์อไมเลสซึ่งใช้ย่อยอาหารประเภทแป้ง มากเป็น 30 เท่าของกลุ่มผู้สูงอายุ
นี่คือเหตุผลที่ว่าเมื่ออยู่ในวัยหนุ่มสาว กินอาหารประเภทสำเร็จรูป และ อาหารฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) โดยไม่มีปัญหาการย่อย ไม่มีทางเจ็บป่วย แต่เมื่อแก่ตัว เอนไซม์ลดลง จะย่อยอาหารต่างๆ ได้ลำบาก ทำให้มีอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง และถ้าพฤติกรรมการบริโภคยังเป็นอยู่อย่างนี้ (Poor Eating Habits) ท่านอาจแก่ตัวเร็วกว่าเพื่อนๆ ของท่านได้
4.มีสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้การย่อยอาหาร (Digestion) บกพร่อง
วิธีง่ายๆในการแก้ไขคือ ให้กินเอนไซม์ที่ผลิตมาจากพืชจะทำให้อาการกระเพาะและลำไส้แปรปรวนทุเลาลงได้ ถ้าศึกษาย้อนกลับไปหาสาเหตุก็คือ การย่อยอาหารไม่ดี การมีสารพิษ (Toxins) เนื่องจากมีกากอาหารที่ไม่ย่อย หมักหมนอยู่ในลำไส้ใหญ่
ซึ่งอาการต่างๆดังกล่าว เชื่อว่าการกินเอนไซม์เสริมชนิดช่วยย่อยจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
ถึงแม้ร่างกายผลิตเอนไซม์เพื่อใช้ย่อยอาหารได้เอง แต่มีสาเหตุที่ทำให้การผลิตเอนไซม์บกพร่องทั้งๆยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ที่พบบ่อยคือ
1. ขาดการออกกำลังกาย และอยู่ในที่สิ่งแวดล้อมมีมลภาวะ (Poor Life Style)
2. มีความเครียดทั้งทางร่างกาย หรือ ทางจิตใจ (Stress Physical or Mental)
3. ดื่มสุรา อาหาร หรือน้ำไม่สะอาด (Alcohol, Polluted Food or Water)
4. กินอาหารปรุงสำเร็จซึ่งเอนไซม์ในอาหารถูกทำลาย (Not just Fast Food, Eat even Cooked Food)

เอนไซม์เปรียบเหมือนเม็ดเงินที่ฝากธนาคาร


เอนไซม์เปรียบเหมือนเม็ดเงินที่ฝากธนาคาร
ถ้าใช้อย่างเดียวหรือใช้อย่างฟุ่มเฟือย เงินในธนาคารก็หมดเร็ว
Dr. Edward Howell เป็นผู้บุกเบิกคนแรกเรื่องเอนไซม์ ไว้ว่า คนทั่วไปเบิกเอนไซม์จาก “ธนาคารเอนไซม์” (Enzyme Bank) และไม่ค่อยหากลับมาฝากคืนอีก ไม่เหมือนกับเบิกเงินจากธนาคาร เรามักจะพยายามหามาฝากคืน
จะเป็นการกระทำที่ฉลาด ถ้าพยายามกักตุนเอนไซม์ที่เราผลิตเองในร่างกายเอาไว้ และหาเอนไซม์จากภายนอกมาใช้แทน
ผลการศึกษาต่างก็สรุปว่า เอนไซม์คือสมบัติที่มีค่าของชีวิต มีอย่างจำกัด จงใช้อย่างประหยัดธรรมชาติไม่ได้ให้เอนไซม์มากับร่างกายจนฟุ่มเฟือย นักชีวเคมีเชื่อว่า เอนไซม์ที่ผลิตขึ้นในร่างกายแต่ละคนมีจำนวนจำกัด ดังนั้นต้องประหยัดเอนไซม์ ให้มีไว้ใช้นานที่สุด ถ้าต้องการมีอายุยาวและสุขภาพดี
เอนไซม์ที่สำคัญที่สุดคือ เมตาบอลิค เอนไซม์(Metabolic Enzyme) ซึ่งสำคัญในการซ่อมแซมและสร้างเซลล์ของร่างกาย ต้านทานโรค ป้องกันความเสื่อมโทรม ถ้าเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายต้องดึงเมตาบอลิค เอนไซม์ ทำให้หมดเปลือง พลังของชีวิต (Life Force) จึงบกพร่องและไม่เพียงพอ เป็นอันตรายต่อชีวิตได้โดยง่ายถ้าท่านมีเอนไซม์สมบูรณ์อายุอยู่ได้ถึง 120 ปีเพราะเซลล์ในร่างกายสามารถแบ่งตัวได้ตามกำหนดของโปรแกรมในนาฬิกาชีวิต ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีระดับต่ำ (Low Enzyme Level) โอกาสที่ท่านจะป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เกิดได้ง่ายมาก ในหนังสือ“เอนไซม์ในอาหาร”(Food Enzyme) มีความตอนหนึ่งว่า สุขภาพ (Health) คือ ปฏิกิริยาเคมีของเอนไซม์ที่บูรณาการ (Integrate) เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ จึงทำให้ทุกเซลล์ของร่างกายดำเนินไปอย่างปกติสุขอย่าคิดว่าเอนไซม์อย่างเดียวก็พอ ท่านต้องมีนิสัยรักสุขภาพด้วยนักวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งจะมีระดับเอนไซม์ในเลือดต่ำกว่าปกติทุกราย ผู้ที่ต้องการมีอายุยืนและมีสุขภาพแข็งแรง นอกจากต้องกินอาหารสดและอุดมด้วยเอนไซม์แล้ว ต้องรักษาสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย เช่นออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ มีทัศนคติในชีวิตที่ดีไม่เครียด ไม่ดื่มสุรา ฯลฯ ท่านจะมีชีวิตที่ยืนยาว ถ้ามีการทำงานของเอนไซม์ตามปกติ หากเอนไซม์ในร่างกายใช้หมดเปลืองเร็วเท่าใด ชีวิตก็จะสั้นเร็วเท่านั้น (The faster the metabolic rate , the shorter the life span)

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

วิตามินหรือเกลือแร่ที่สำคัญๆถ้าไม่มีเอนไซม์ก็คือเศษผงธรรมดา


วิตามินหรือเกลือแร่ที่สำคัญๆถ้าไม่มีเอนไซม์ก็คือเศษผงธรรมดา

เอนไซม์จำเป็นสำหรับทุกปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย เซลล์ทั้ง 60 ล้านล้านเซลล์ ต้องใช้เอนไซม์เพื่อเร่งปฏิกิริยาเคมี ถ้าไม่มีเอนไซม์ ชีวิตดำรงอยู่ไม่ได้ วิตามิน เกลือแร่ โดยตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเอนไซม์ร่วมด้วย สารต่างๆ ดังกล่าว คือ ตัวร่วมกับเอนไซม์ (Coenzyme)
เอนไซม์จึงเป็นผู้สร้างเซลล์ สร้างอวัยวะ สร้างร่างกาย และสร้างชีวิตฮอร์โมน วิตามิน เกลือแร่ โปรตีน และสารอาหารอื่นๆ สำคัญต่อชีวิตและสุขภาพแต่เอนไซม์เท่านั้นที่ทำให้สารต่างๆ ทำงานตามคุณสมบัติของมันได้ ถ้าไม่มีเอนไซม์ ทุกอย่างทำปฏิกิริยาเคมีไม่ได้เลย จนมีผู้กล่าวว่า “เอนไซม์คือพลังงานชีวิต” (Life Force) ถ้าระดับเอนไซม์ในร่างกายเกิดลดต่ำลงจนถึงระดับหนึ่ง ทำให้ทุกระบบทำงานไม่ได้ ชีวิตจะหยุดทันที

กระบวนการทำงานเอ็นไซม์

กระบวนการทำงานของเอ็นไซม์เป็นอย่างไร?

การปรับตัวเองในการผลิตเอนไซม์

กฎของการปรับตัวในการผลิตเอนไซม์ย่อยอาหาร (Law of the adaptive secretion of Digestive Enzyme) คือ ถ้าท่านกินอาหารที่เอนไซม์ในอาหารบกพร่อง ร่างกายก็บังคับให้ผลิตเอนไซม์ย่อยอาหารมาชดเชย ผลก็คือทำให้เมตาบอลิคเอนไซม์ ต้องผลิตลดจำนวนลงโดยร่างกายเป็นผู้ปรับปริมาณการผลิต (A hypersecretion of one kind can be attained only at the expense of a hyposecretion of the other kind.) การผลิตเอนไซม์ชนิดหนึ่งออกมามาก ก็จะต้องผลิตเอนไซม์อีกชนิดหนึ่งน้อยลง การที่ใช้เมตาบอลิค เอนไซม์มาทำหน้าที่เพียงย่อยอาหาร เท่ากับเราเอาของดีราคาแพงมาใช้แทนของราคาถูก เปรียบ เสมือนท่านเอารถเก๋งยี่ห้อเบนซ์มาบรรทุกถังแก๊สหุงข้าว เนื่องจากรถปิคอัพในบ้านมีไม่พอ ถึงแม้แก๊สหุงข้าวก็จำเป็น ถ้าไม่มีก็ทำอาหารกินไม่ได้ และถ้าไม่พอก็ควรไปเช่าเอามาใช้จากภายนอกบ้าน ท่านควรถนอมรถเก๋งราคาแพงไว้เพื่อประโยชน์ในการติดต่อธุรกิจสำคัญมีค่าเป็นล้าน รถปิคอัพเปรียบเหมือนเอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) ส่วนรถเบนซ์เก๋งของท่านก็คือเมตาบอลิค เอนไซม์ (Supple mental Enzyme) นั่นเอง

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ถึงเอนไซม์ชนิดใดจำต้องมีก่อนหลัง ขออธิบายดังนี้คือ

ถ้ามีเอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme)ฮอร์โมน “จึงจะมีขึ้น” หรือเกิดขึ้นในร่างกายได้
และถ้ามีเมตาบอลิค เอนไซม์ (Metabolic Enzyme)ฮอร์โมนที่มี “จึงจะทำงาน” โดยไม่บกพร่อง

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เอ็นไซม์มี 3 ประเภท


เอ็นไซม์มี 3 ประเภท
1. เอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) พบได้ในอาหารดิบทุกชนิด
§ถ้ามาจากพืช เรียกว่า เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme)
§และจากสัตว์ เรียกว่า เอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme)
•อาหารที่ปรุงแต่งใช้ความร้อน ที่สูงเกินกว่า 118 oF จะทำลายเอนไซม์โดยง่าย และอาหารที่ไม่มีเอนไซม์เรียกว่า อาหารที่ตายแล้ว (Dead Food)
2. เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) ผลิตโดยร่างกาย ส่วนใหญ่ผลิตจากตับอ่อน ใช้ย่อยและดูดซึมอาหารที่กินเข้าไป ทำให้ได้รับสารอาหาร (Nutrient) ที่มีคุณค่า

3. เอนไซม์ในการเผาผลาญพลังงาน เมตาบอลิค เอนไซม์ (Metabolic Enzyme)
ผลิตในเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อเผาผลาญสารอาหารและสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน สร้างความเจริญเติบโต ตลอดจนซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆ



เอนไซม์คืออะไร?


“เอ็นไซม์” คือโมเลกุลโปรตีนที่มีพลังงานสูง เพื่อใช้ในขบวนการย่อยและเผาผลาญอาหาร ร่างกาย ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากขาด “เอ็นไซม์” ร่างกายเราสามารถรับเอ็นไซม์ได้จาก 2 วิธีคือ

1.การรับประทานอาหารสด (ไม่ผ่านความร้อน)เนื่องจากการปรุงอาหารสุกโดยผ่าน “ความร้อน” ทำลาย “เอ็นไซม์”ไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อีกทั้งเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตเอ็นไซม์ลดน้อยลงเรื่อย ๆ และเมื่อได้รับเอ็นไซม์ไม่เพียงพอเพื่อการย่อย ก็ทำให้เกิดการหมักเน่าของอาหารตกค้างอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งเป็นบ่อเกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

2. การเสริม “เอ็นไซม์สดจากพืช”เป็นการสกัดเอ็นไซม์สดจากพืช เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหาร
ความสำคัญของเอ็นไซม์

•เอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีในทุกๆ เซลของร่างกาย ซึ่งมีมากกว่า 60 ล้านล้านเซล
•การหายใจ การย่อยอาหาร การเจริญเติบโต การคิดและการนอนก็ต้องใช้เอนไซม์
•ถ้าขาดเอนไซม์ ชีวิตย่อมอยู่ไม่ได้ เช่นการทำปฏิกิริยาเคมีสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรคเข้ามาจู่โจมร่างกาย ถ้าทำโดยไม่มีเอนไซม์ ต้องใช้เวลา 3 เดือน เชื้อโรคฆ่าเราเสียก่อน
•ถ้ามีเอนไซม์สมบูรณ์ ภูมิต้านทานจะเกิดเพียงในหนึ่งนาทีแรกที่เชื้อโรคเข้ามาสู่ร่างกาย

•นักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาเอนไซม์กันมากในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา และที่ไม่รู้จักเรื่องราวของเอนไซม์อีกมาก
•วงการแพทย์ให้ความสนใจประโยชน์ของเอนไซม์ในการป้องกันและทำเป็นยาเพื่อรักษาโรค และการห้ามการทำงานของเอนไซม์บางอย่างกลับมีประโยชน์ในการไปรักษาอาการของโรคได้
•อนาคตข้างหน้าภายในไม่เกิน 30 ปี เอนไซม์จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในวงการแพทย์ และยอมรับว่า เอนไซม์คือ พลังงานสำคัญต่อชีวิต (Life Force)